ปาฏิหาริย์ Miracle

ความหมายของปาฏิหาริย์

          เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดขึ้นอันดับแรกจะต้องทราบถึงความหมายของคำว่าปาฏิหาริย์ ทั้งในความหมายตามรูปศัพท์ภาษาบาลีและในความเข้าใจของบุคคลทั่วไปกันเสียก่อน ดังนี้

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542ได้ให้คำจำกัดความของอิทธิปาฏิหาริย์ว่า “ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์หมายถึง การแสดงฤทธิ์ที่พ้นวิสัยของสามัญมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์หนึ่งในปาฏิหาริย์สามได้แก่ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542:694)

          พจนานุกรมบาลีไทย ฉบับนักศึกษา ให้ความหมายไว้ว่า ความมหัศจรรย์, ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด (พระอุดรคณาธิการและจำลองสารพัดนึก, 2530 : 642)

          พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายไว้ว่า ปาฏิหาริย์เมื่อว่าตามรูปศัพท์แล้วแปลว่า การกระทำที่ตีกลับ, ขับไล่, หรือกำจัดเสียได้ซึ่งปฏิปักษ์ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2538 : 462)

          พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติให้ความหมายไว้ว่า ปาฏิหาริย์ (-ติหาน) น. สิ่งที่น่าอัศจรรย์, ความอัศจรรย์ (พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ, 2530 : 337)

          พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายไว้ว่า ปาฏิหาริย์คือการกลับคนเลวให้เป็นคนดี กลับความทุกข์ให้เป็นความสุข อย่างนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของปาฏิหาริย์ ไม่ต้องเหาะได้ เพราะว่าเหาะได้นั้น จะกลับคนชั่วให้เป็นคนดีได้หรือไม่ก็ไม่รู้ มันไม่แน่ แต่การที่พระพุทธเจ้าตรัสกับใครเพียงสองสามคำ แล้วคนนั้นกลับตัวจากคนเลวเป็นคนดี จากปุถุชนเป็นอรหันต์ อย่างนี้คือปาฏิหาริย์จริง (พุทธทาสภิกขุ, 2535 : 514)

          คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาสูจิ ให้ความหมายไว้ว่า การย่ำยีข้าศึกคือกิเลส (การทำกิเลสให้หมดไปจากจิต) ชื่อว่าปาฏิหาริย์ (อภิธานัปปทีปิกาสูจิ, มปป)

          ที่กล่าวมานั้นทำให้เห็นว่าปาฏิหาริย์แยกออกได้เป็นสองความหมาย คือ

          1) ปาฏิหาริย์ หมายถึงฤทธิ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิจนจิตสงบถึงระดับฌาน สามารถที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เช่น การเหาะเหินเดินอากาศ, เดินบนผิวน้ำ, การดำลงไปในแผ่นดินหรือการกระทำอื่น ๆ ที่ตนเองต้องการให้เห็นผลทันตาเห็น ก่อให้เกิดความฉงนสนเท่แก่บุคคลที่พบเห็นว่าทำได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ปาฏิหาริย์ชนิดนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนในสังคมไทยต้องการที่จะกระทำได้หรืออยากให้เกิดมีขึ้นกับตนเอง เพื่อจะได้อ้อนวอนขอในสิ่งที่ตนต้องการ ความเชื่อในสิ่งประหลาด สัตว์ประหลาด เหตุการณ์ประหลาด จะสามารถช่วยตนให้ประสบโชคดีได้ จะเห็นได้ว่าความเชื่อในประการที่หนึ่งนี้ได้แพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวไทย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจของคนในสังคมว่าเมื่อกล่าวถึงปาฏิหาริย์แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในทางพระพุทธศาสนาเพราะโดยส่วนมากผู้ที่จะทำปาฏิหาริย์ได้ในความหมายนี้ต้องเป็นพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์จะมีอยู่ในพระภิกษุหรือผู้ที่บำเพ็ญพรตเท่านั้น

          2) ปาฏิหาริย์ หมายถึงการที่จิตปราศจากกิเลสบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ความหมายนี้ไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนชาวบ้านเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปาฏิหาริย์ในความหมายนี้เท่าไรนัก ผู้เขียนเห็นว่า ปาฏิหาริย์คือการที่จิตปราศจากกิเลสเป็นปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ทางกายภาพ เพราะการที่มนุษย์คนหนึ่งที่มีกิเลสตัณหา สามารถที่จะพัฒนาจิตใจของตนเองให้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ถือเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดดังเช่นครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่สังคารวพราหมณ์ เรื่องการบูชายัญและปาฏิหาริย์ 3 คือ อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์) อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ดักใจทายใจได้เป็นอัศจรรย์) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สั่งสอนเป็นอัศจรรย์) เมื่อตรัสอธิบายและตรัสถามให้พราหมณ์ตอบ พราหมณ์ก็ตอบแสงความพอใจในอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าดีงามกว่า ประณีตกว่า (สุชีพ ปุญญานุภาพ, 2539: 509)

3. ประเภทของปาฏิหาริย์

          พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงปาฏิหาริย์ไว้ 3 อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์, อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (ที.สี.9/339-341/273-276)ซึ่งจะอธิบายความสำคัญ ดังนี้

1) อิทธิปาฏิหาริย์ปาฏิหาริย์ คือ ฤทธิ์แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์

2) อาเทสนาปาฏิหาริย์ปาฏิหาริย์ คือ การทายใจรอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพของจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้อง เป็นอัศจรรย์

3) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ปาฏิหาริย์ คือ อนุศาสนีคำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์

ในปาฏิหาริย์ 3 อย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจอิทธิปาฏิหาริย์และสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าเป็นเยี่ยมสามารถทำให้คนพ้นทุกข์ได้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงท่าทีอย่างชัดเจนถึงการไม่ทรงโปรดให้พระสงฆ์สาวกแสดงปาฏิหาริย์ 2 อย่างแรก คือ อิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งหมายถึงการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ มีเหาะเหิน เดินอากาศ เป็นต้น และอาเทสนาปาฏิหาริย์ ได้แก่ การดักใจทายใจ ทายความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น แม้ว่าปาฏิหาริย์ทั้งสองอย่างนี้พระองค์จะกระทำได้เป็นอย่างดีและยอดเยี่ยมแล้ว พระสาวกที่ฝึกจิตจนบรรลุธรรมตามพระองค์ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน แต่พระองค์ไม่ทรงสนับสนุนให้กระทำ สาเหตุที่ไม่ทรงสนับสนุนเพราะเห็นว่าปาฏิหาริย์ทั้ง 2 อย่างเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เชื่อในปาฏิหาริย์กับผู้ไม่เชื่อในปาฏิหาริย์ สามารถเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทและเกิดความไม่สงบในสังคมได้ อีกอย่างผู้เขียนเห็นว่าการแสดงฤทธิ์เป็นอเนกปริยายไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจหรือเข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ประชาชนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป้าหมายสูงสูดในการปฏิบัติธรรมหรือการประพฤติพรหมจรรย์ในทางพระพุทธศาสนาก็คือการได้มาซึ่งฤทธิ์ที่สามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้เท่านั้น หากประชาชนเข้าใจผิดคิดเพียงเรื่องปาฏิหาริย์แล้วเกิดศรัทธาในพระสงฆ์สมณะแล้วจะเป็นศรัทธาที่ไม่ยั่งยืน เพราะฤทธิ์สามารถที่จะเสื่อมได้ เหมือนพระเจ้าอชาตศัตรูทรงศรัทธาในพระเทวทัตก็เพราะเห็นปาฏิหาริย์ที่พระเทวทัตแสดง กาลต่อมาไม่นานฤทธิ์ของพระเทวทัตก็เสื่อมและพระเจ้าอาชาตศัตรูก็ทรงหมดศรัทธาในที่สุด

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องและสนับสนุนในการกระทำอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือการสอนให้ประชาชนได้รู้และเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เป็นการทำให้ประชาชนได้ตัดสินใจที่จะนับถือเลื่อมใส เพื่อฟังธรรมคำสอนแล้วสามาถนำไปปฏิบัติตามและได้เห็นผลในการปฏิบัติตามจึงตัดสินใจนับถือเลื่อมใส การศรัทธาเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยสติปัญญาของตนเอง เป็นศรัทธาที่คงมั่น ยั่งยืนและไม่เสื่อมคลาย